BCH ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน จึงกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง เกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งน้ำ BCH จึงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ รวมถึงป้องกันความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) ผ่านการดำเนินการติดตั้งและปรับปรุงระบบต่าง ๆ เช่น Cooling Tower และระบบปรับอากาศ เพื่อช่วยลดการใช้น้ำและพลังงานควบคู่กัน

SDG 6
น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
SDG 12
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

เป้าหมาย

การลดการใช้น้ำ
ลดอัตราส่วนการใช้น้ำของโรงพยาบาลทั้งเครือต่อรายได้รวม
0.3% ภายในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2567
การบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
มุ่งเน้นการจัดการน้ำอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสในการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งดำเนินการบำบัดน้ำเสียอย่างมีมาตรฐานก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และติดตามการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ปี 2567

ปริมาณการนำน้ำมาใช้
700,867.00

ลูกบาศก์เมตร

ปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อรายได้
59.23

ลูกบาศก์เมตร/ล้านบาท

ในการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ บริษัทได้ใช้ เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas ของ World Resources Institute ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในโรงพยาบาลและคลินิกทั้ง 15 แห่ง พบว่า โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ฉะเชิงเทรา โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูงมาก (Extremely High) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของทั้งโรงพยาบาลและชุมชนโดยรอบ

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำถูกจัดระดับตามโอกาสการขาดแคลนน้ำออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงปานกลาง และความเสี่ยงสูง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของแต่ละโรงพยาบาล เพื่อให้สามารถใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้น้ำที่ไม่

ในปี 2567 BCH ได้ดำเนินการทบทวนการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำของโรงพยาบาลและคลินิกในเครือ พบว่าร้อยละ 53.3 อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ Medium–High, ร้อยละ 26.7 อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ High, และร้อยละ 20.0 อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ Extremely High ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายด้านการจัดการทรัพยากรน้ำที่สำคัญ โรงพยาบาลในเครือจึงได้จัดทำและดำเนินตามแผนบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการติดตามและลดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเสี่ยงและสนับสนุนการจัดบริหารจัดการน้ำ

แนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติ

การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ
ดำเนินการศึกษาปัจจัยและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำและสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ เพื่อจัดทำมาตรการรองรับความเสี่ยงและเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำแก่การดำเนินงานของโรงพยาบาล
การจัดการน้ำหมุนเวียนและการใช้น้ำซ้ำ
พัฒนากระบวนการนำน้ำที่ผ่านการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ในกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น ระบบทำความเย็นหรือกระบวนการบำบัด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดความต้องการใช้น้ำใหม่ และสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำ
นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ ปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินงาน และเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างระบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว
การควบคุมคุณภาพและการจัดการน้ำเสีย
ดำเนินการบำบัดและจัดการน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดทางกฎหมาย ตลอดจนติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

BCH ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาดูแลระบบบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

มีการเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งเพื่อตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน ครอบคลุมค่ามาตรฐานสำคัญ ได้แก่ pH, ของแข็งละลายทั้งหมด (TDS), ความกระด้างรวม (Total Hardness), แบคทีเรียโคลิฟอร์มรวม (Total Coliform) และแบคทีเรียฟีคอลโคลิฟอร์มรวม (Total Fecal Coliform)

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บตัวอย่างน้ำใช้จากจุดต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบประจำปี เช่น การตรวจหาเชื้อโคลิฟอร์มรวม (Total Coliform), อีโคไล (E. coli) และปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ (STD Plate Count) โดยผลการตรวจวัดเป็นไปตามประกาศกรมอนามัย เรื่องเกณฑ์คุณภาพน้ำประปา พ.ศ. 2563

สำหรับการจัดการน้ำทิ้ง BCH ได้ดำเนินการบำบัดน้ำเสียผ่านระบบที่ได้มาตรฐาน และตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลการตรวจสอบประจำปี 2567 ยืนยันว่าคุณภาพน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดใน ประกาศ พ.ศ. 2548 ก่อนระบายลงสู่ระบบสาธารณะ